[x] ปิดหน้าต่างนี้
ก้าวทุกวินาที กับ... สหวิชา ดอท คอม
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
   
   
หมวดหมู่ : กลุ่มสาระกลุ่มสาระการงานอาชีพ และเทคโนโลยี
เก็บมาเล่า ตอน "พินัยกรรมชาวบ้าน"
ศุกร์ ที่ 4 เดือน กันยายน พ.ศ.2552

กฎหมายใกล้ตัวที่คนไทยมักไม่รู้   

พินัยกรรมชาวบ้าน

      เมื่อบุคคลใดตาย มรดกของผู้นั้นจะตกทอดแก่ทายาท คือตกได้แก่ บุตร ภรรยา สามีและบิดามารดาของผู้ตายอย่างไรก็ดีก่อนที่ผู้นั้นตายเขาอาจทำ พินัยกรรมยกทรัพย์สินให้ใครก็ได้ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นทายาทผู้มีสิทธิ์ในมรดก ปัญหามีว่าการทำพินัยกรรมนั้นจะทำอย่างไร เขาจะทำเองได้หรือไม่ และทำไปแล้วขณะที่เขายังไม่ตายเขาจะเพิกถอนหรือทำลายพินัยกรรมของเขานั้นเองได้หรือไม่เพียงใดหรือเขาประสงค์จะทำพินัยกรรมยกส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเขานั้นให้แก่โรงพยาบาลจะทำได้เพียงใดหรือไม่ เราลองมาทำความเข้าใจกันแบบง่าย ๆ ในลักษณะถามตอบกัน ดังนี้

1. ถาม การทำพินัยกรรมอย่างง่าย ๆ จะทำอย่างไร
ตอบ พินัยกรรมเป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับเราท่านทั้งหลาย เพราะ เหตุว่าเราประสงค์จะให้ทรัพย์สินของเราตกได้แก่ใคร เมื่อเราตายไปแล้วนั้นเราก็ สามารถทำได้ ลักษณะเช่นนี้แหละเราเรียกว่าพินัยกรรมซึ่งต่างกับการที่เรายกทรัพย์สินให้ผู้อื่นในขณะที่เรามีชีวิตอยู่เป็นเรื่องของการให้โดยเสน่หา แต่ หากเราประสงค์จะให้ทรัพย์สินแก่ผู้อื่นโดยไม่มีค่าตอบแทนใด ๆ ภายหลังจากที่เราตายไปแล้วนั้น เราเรียกว่า พินัยกรรมซึ่งก็ต้องทำตามหลักเกณฑ์และ วิธีการที่กฎหมายกำหนดไว้

2. ถาม ดังนั้นพินัยกรรมก็คือการแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายของบุคคลว่าหากเขาตายไปแล้วให้ทรัพย์สินของเขานั้นตกได้แก่ใคร
ตอบ ในเรื่องการแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายนั้น ไม่จำกัดเฉพาะแต่หากเขาตายไปแล้วให้ทรัพย์สินของเขาตกได้แก่ใครเท่านั้น เขาอาจกำหนดการเผื่อตายว่าหากเขาตายไปแล้วได้ให้ดวงตาของเขาตกได้แก่โรงพยาบาลนั้น ปอดของเขาตกได้แก่โรงพยาบาลนี้ก็มี ย่อมทำได้เช่นเดียวกัน เพราะในเรื่องพินัยกรรมนั้นกฎหมายได้เขียนไว้กว้าง ๆ รวมทั้งทรัพย์สินและการอื่นใดต่าง ๆ ที่สามารถบังคับได้ด้วย และยิ่งกว่านั้นเขาอาจทำพินัยกรรมตัดมิให้ทายาทของเขารับมารดกของเขา ก็ย่อมทำได้อีก

3. ถาม ถ้าหากเราประสงค์จะทำพินัยกรรมเองจะทำได้หรือไม่
ตอบ ทำได้ ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลยหากเราอ่านออกเขียนได้ก็ย่อมทำได้ พินัยกรรมประเภทนี้เราเรียกว่าพินัยกรรม แบบเขียนด้วยตนเอง ซึ่งก็เป็นเรื่องง่าย ๆ ไม่จำเป็นต้องมีพยานรู้เห็น เราเขียนของเราเองขี้นมาก็ย่อมทำได้ ไม่มีปัญหาอะไรไม่ใช่เรื่องยากเย็นด้วย อย่างไรก็ดี พินัยกรรมแบบที่เขียนเองนั้นก็ควรเป็นเรื่องที่ไม่สลับซับซ้อน ผู้ทำที่เราประสงค์จะยกทรัพย์สินให้นั้นเป็นบุคคลอื่นซึ่งเราเห็นว่าเขาควรจะได้ทรัพย์สินจากเราเมื่อเราตายไปแล้วก็ย่อมกระทำได้

การกู้ยืม
1. ความหมาย
ถาม การกู้ยืมกับการยืมแตกต่างอย่างไร
ตอบ การกู้ยืม หมายถึง การกู้ยืมเงิน ถ้ายืมทรัพย์สินอย่างอื่น เรียกว่าการยืมแต่ไม่ใช่กู้ยืม (ป.พ.พ. มาตรา 650 มาตรา 642)

2. หลักฐานการกู้ยืม
ถาม การกู้ยืมเงินต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือเสมอไปหรือไม่
ตอบ ถ้าการกู้ยืมเงินกว่าห้าสิบบาทขึ้นไป จะต้องมีหลักฐานเป็น หนังสือลงลายมือชื่อผู้กู้ยืม เป็นสำคัญถ้าการกู้ยืมเงินไม่เกิน ห้าสิบ บาทไม่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือแต่อย่างไร
ถาม หลักฐานแห่งการกู้จะต้องมีถ้อยคำอย่างไร
ตอบ หนังสือที่จะเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมได้จะต้องมีถ้อยคำหรือใจ ความให้เห็นว่ามีการกู้ยืมกัน ( ฎีกา 758/2476)
ถาม การกู้ยืมกันเกินกว่าห้าสิบบาทขึ้นไปโดยไม่มีเอกสารต่อกันภาย หลังมีหลักฐานจะใช้ได้หรือไม่
ตอบ การกู้ยืมตั้งแต่ 50 บาทขึ้นไป แต่ไม่มีเอกสารต่อกัน ภายหลังผู้ ยืมมีจดหมายรับรองหนี้นั้น ถือได้ว่ามีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็น หนังสือ ผู้กู้ยืมต้องรับผิดชอบ (ฏีกา 111/2473)
ถาม บันทึกประจำวันของพนักงานสอบสวนใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ ยืมเงินได้หรือไม่
ตอบ บันทึกประจำวันของพนักงานสอบสวนที่มีข้อความชัดแจ้งว่า จำเลยรับรองว่าได้กู้ยืมเงินของโจทก์ไปจำนวนเท่านั้นเท่านี้จริง และจำเลยได้ลงลายมือชื่อไว้ท้ายบันทึกนั้นด้วย แม้จะเป็นเรื่อง พนักงานสอบสวนเรียกไกล่เกลี่ยในทางอาญาก็ตามก็ใช้บันทึกนั้น เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินได้ (ฎีกา 644/2509)

3. การใช้เงินกู้ยืมคืน
ถาม การใช้เงินกู้ยืมเกินห้าสิบบาทคืนให้แก่ผู้กู้ต้องมีหลักฐานเพียงใด
ตอบ การกู้ยืมเงินที่หลักฐานเป็นหนังสือนั้น กฎหมายมีบทบัญญัติบังคับ ไว้เป็นพิเศษว่า ผู้กู้จะนำสืบการใช้เงินได้เฉพาะเท่าที่บัญญัติไว้ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 653 วรรคสองเท่านั้น จำเลยจะสืบพยานบุคคลว่าได้ชำระต้นเงินกู้แล้ว แต่โจทก์ก็ไม่คืน สัญญาเงินกู้ให้ย่อมไม่ได้ เมื่อจำเลยไม่มีหลักฐานการใช้เงินต้นตาม ที่กฎหมายบัญญัติไว้มาแสดงต่อ ศาล จำเลยก็ต้องแพ้คดี (ฎีกา 263-4/2508)
ถาม หลักฐานหนังสือไอ.โอ.ยู เป็นหลักฐานการกู้ยืมได้เพียงใดและการ ชำระหนี้ต้องปฏิบัติอย่างไร
ตอบ หนังสือ ไอ.โอ.ยู เป็นหลักฐานการกู้ยืม ซึ่งลูกหนี้ทำให้เจ้าหนี้เก็บไว้ เมื่อไม่มีหลักฐานแสดงว่าลูกหนี้ได้ชำระหนี้นั้นแล้วต้องถือว่าลูกหนี้ ยังเป็นหนี้อยู่ตามเอกสารนั้น (ฎีกาที่ 65/2507)
ถาม จะนำพยานบุคคลนำสืบว่าจำเลยได้ใช้สิทธิเงินยืมโจทก์แล้วได้หรือไม่
ตอบ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคสองเป็น บทบังคับเด็ดขาด ฉะนั้น จำเลยจึงนำสืบว่าจำเลยได้ใช้เงินให้โจทก์ โดยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือหรือได้เวนคืนเอกสารหรือแทงเพิกถอน เอกสารนั้นแล้วมิได้ (ฎีกา1612/2512)


ถาม พนักงานสอบสวนได้บันทึกการที่ให้ผู้กู้รับเงินจากผู้กู้ไว้จนถือเป็น หลักฐานการใช้เงินได้หรือไม่
ตอบ เช็คจำเลยถึงกำหนดไม่มีเงิน จำเลยนำเงินตามเช็คไปมอบให้พนัก งานสอบสวนได้บันทึก และให้โจทก์เซ็นรับเงินนั้นไว้ในบันทึกแล้ว จำเลยย่อมนำสืบอ้างบันทึกซึ่งมีรายมือชื่อโจทก์ผู้กู้ว่า ได้มีการใช้เงิน ได้ (ฎีกา 296/2519)
ถาม ลายพิมพ์นิ้วมือใช้เป็นพยานหลักฐานเอกสารได้เพียงใด
ตอบ โจทก์พิมพ์ลายนิ้วมือแต่ไม่มีพยานลงลายมือชื่อรับรองสองคน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 9 วรรคสาม เท่ากับ โจทก์มิได้ลงลายมือชื่อในหลักฐานการใช้เงิน จำเลยจึงใช้เป็นหลัก ฐานไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้ตามที่ปรากฎในเอกสารนั้น (ฎีกา 2550/2524)

4. กรณีสัญญาไม่มีกำหนดชำระเงินกู้ยืมคืน
ถาม สัญญากู้ยืมไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ เจ้าหนี้จะเรียกให้ชำระได้เมื่อไร
ตอบ สัญญากู้ยืมไม่มีกำหนดชำระหนี้ ผู้ให้กู้ย่อมมีสิทธิเรียกให้ผู้กู้ชำระ หนี้เมื่อใดก็ได้ (ฎีกา 1124/2511)
ถาม หนี้กู้ยืมที่ไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ ก่อนฟ้องจะต้องบอกกล่าวทวง ถามหรือไม่
ตอบ หนี้กู้ยืมที่ไม่ได้กำหนดระยะเวลาอันพึงชำระหนี้ไว้นั้นเจ้าหนี้จะฟ้องให้ ชำระหนี้ที่ยืมไปโดยไม่ต้องบอกกล่าวทวงถามก็ได้(ฎีกา 1324/2519)
ถาม หนี้ที่มีกำหนดเวลาชำระจะฟ้องเรียกให้ลูกหนี้ชำระก่อนกำหนดได้หรือไม่
ตอบ เจ้าหนี้จะฟ้องขอให้ชำระหนี้ก่อนถึงกำหนดชำระไม่ได้(ฎีกา 831/2492)

5. การคิดดอกเบี้ยเงินกู้ยืม
ถาม ถ้าเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรามีผลเสียหายเพียงใด
ตอบ การกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรานั้นเป็นโมฆะ เฉพาะดอกเบี้ย เท่านั้น ต้นเงินหาเป็นโมฆะไม่ ผู้ให้กู้ฟ้องเรียกเงินต้นกู้คืนได้ (ฎีกา 478/2488, 136/2507, 1565/2507)
ถาม สัญญากู้ยืมที่ระบุว่าให้คิดดอกเบี้ยตามกฎหมายนั้นคิดได้เพียงใด
ตอบ หนังสือสัญญากู้ยืมที่ระบุว่าให้คิดดอกเบี้ยกันตามฎหมายคิดดอกเบี้ย กันได้เพียงร้อยละเจ็ดครื่งต่อปี และโจทก์ผู้ให้กู้เปลี่ยนแปลงข้อความใน หนังสือสัญญาเป็นว่าได้ตกลงในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ไม่ได้ (ฎีกา1084/ 2510,29915/2524)
ถาม ถ้าไม่กำหนดอัตราดอกเบี้ยกันไว้ผู้ให้กู้จะเรียกได้เพียงใด
ตอบ สัญญากู้มีข้อความว่า ผู้กู้ยอมให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ให้กู้แต่อัตราดอกเบี้ยไม่ได้ กำหนดไว้จึงต้องใช้อัตราร้อยละเจ็ดครี่งต่อปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์มาตรา 7 (ฎีกา 1124/2511)

6. การรับเอาทรัพย์สินอื่นชำระหนี้แทนเงินกู้ยืม
ถาม การโอนที่ดินชำระหนี้จะต้องมีหลักฐานการชำระหนี้เป็นหนังสือหรือไม่
ตอบ การชำระหนี้เงินกู้ด้วยการโอนที่ดินให้เจ้าหนี้เป็นการชำระหนี้อย่างอื่นซึ่ง มิใช่การชำระหนี้ด้วยเงินตามประมวลฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 แม้มิไดหลักฐานการชำระหนี้เป็นหนังสือตามมารตรา 653 ศาลก็รับ ฟังพยานบุคคลที่นำมาสืบในเรื่องการชำระหนี้นั้นได้ เมื่อโอนที่ดินชำระหนี้ หนี้เงินกู้แล้ว หนี้นั้นก็ระงับไป (ฎีกา 1178/2510)
ถาม การตกลงกันด้วยวาจาขณะทำหนังสือสัญญากู้ยืมว่าผู้ให้กู้ยอมให้ผู้กู้ชำระ หนี้ด้วยข้าวเปลือก จะมีผลตากฎหมายหรือไม่
ตอบ จำเลยให้การว่า ขณะทำหนังสือสัญญากู้ยืม จำเลยได้ตกลงกันด้วยวาจา ว่าโจทก์ยอมให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้นี้ด้วยข้าวเปลือก 3 เกวียนก็ได้ ต่อมา จำเลยได้มอบข้าวเปลือกให้โจทก์แล้วหนี้จะระงับจำเลยนำพยานบุคคล มาสืบตามที่ได้ให้การนี้ได้ไม่เป็นการสืบเปลี่ยนแปลงเอกสาร เพราะเป็น การสืบถึงการชำระหนี้เพื่อให้หนี้ระงับไปไม่ต้องห้าม (ฎีกา 8/2518)

7. ความรับผิดในค่าธรรมเนียม
ถาม ผู้กู้หรือผู้ให้เป็นผู้รับผิดในค่าธรรมเนียม
ตอบ ค่าฤชาธรรมเนียมในการสัญญา ค่าส่งมอบและค่าขนส่งคืน เงินยืม ย่อมตกแก่ผู้ยืมเป็นผู้เสีย ตามประมวลกฎมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 651 (ยังไม่มีคำพิพากษาฎีกา)

8. อายุความในการฟ้องเรียกเงินกู้ยืม
ถาม การฟ้องเรียกหนี้เงินกู้ ต้องฟ้องภายในกี่ปี
ตอบ อายุความฟ้องเรียกเงินกู้ยืมไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ต้องถือว่ามีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา 164 (ฎีกา 22/2479)
ถาม หนี้อย่างอื่นที่เปลี่ยนเป็นหนี้เงินกู้ต้องฟ้องภายในกี่ปี
ตอบ โจทก์ฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยตามสัญญากู้ยืมซึ่งมีมูลหนี้จากการทำ ละเมิดของจำเลยอายุความเรียกร้องต้องเป็นไปตามเรื่องกู้ยืม มิใช่ เรื่องมูลละเมิด (ฎีกา 89/2518) ซื้อของแล้วแต่ชำระเงินไม่หมด จึงทำ เป็นหนังสือกู้ให้ผู้ขายไว้ดังนี้ อายุความฟ้องร้องในเรื่องนี้มีกำหนด 10 ปี (ฎีกา 128/2481)

9. สัญญากู้ยืมที่ฝ่าฝืนกฎหมาย
      ถาม ผู้ให้กู้กรอกจำนวนเงินเกินจำนวนที่ตกลงกันในแบบพิมพ์สัญญาเงินกู้ที่ ผู้กู้ลงลายมือชื่อไว้ จะมีผลตามกฎหมายหรือไม่
     ตอบ จำเลยกู้เงินโจทก์ 8,000 บาท และเซ็นชื่อในแบบพิมพ์สัญญากู้โดยไม่ กรอกข้อความโจทก์นำไปกรอกข้อความเป็น 30,000 บาท ขัดต่อข้อตกลงระหว่างโจทก์จำเลยสัญญากู้ที่โจทก์นำมาฟ้องเอกสารปลอมใช้เป็นหลักฐานในการฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้ (ฎีกา 1290/2516, 80/2518,2692/ 2522)
     ถาม สัญญากู้ที่ส่งอ้างต่อศาลไม่ได้ขีดฆ่าอากรแสตมป์จะเป็นพยานหลักฐาน ในคดีนั้นได้หรือไม่
     ตอบ หนังสือสัญญากู้ที่โจทก์ส่งอ้างเป็นพยานหลักฐานต่อศาลโดยมีขีดฆ่าอากร สแตมป์จึงใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีไม่ได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 เป็นผลให้คดีโจทก์ก็ไม่มีหลักฐานที่จะฟังว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ดัง ฟ้อง (ฎีกา 2738/2517)

10. สรุป

กฎหมายเกี่ยวกับการกู้ยืมนี้มีความสำคัญต่อชีวิตประจำวันของประชาชนเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนยากจนที่เป็นผู้กู้ยืม กฎหมาย เรื่องนี้มีบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2467 ต่อมาได้มีการตรวจชำระใหม่ และตราพระราชกฤษฎีกาประกาศใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2472 นับตั้งแต่ประกาศใช้ครั้งแรกจนถึงปัจจุบันนี้ เป็นเวลาร่วม 70 ปี ในวันที่ 1 มกราคม 2537 ดังนั้น ที่ได้รวบรวมสาระสำคัญเรื่องกู้ยืมพิมพ์ไว้ด้วย จะเป็นประโยชน์ แก่ผู้สนใจที่เกี่ยวข้องกับการกู้ยืมเป็นอย่างมาก

การค้ำประกัน
1. ถาม ค้ำประกันคืออะไร
ตอบ คือสัญญาที่บุคคลภายนอก เรียกว่า "ผู้ค้ำประกัน" ผูกพันตนต่อเจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น

2. ถาม สัญญาค้ำประกันต้องทำเป็นหลักฐานอย่างไร จึงจะสมบูรณ์
ตอบ กฎหมายไม่ได้บัญญัติแบบของสัญญาค้ำประกันไว้ ดังนั้นจะทำเป็นหนังสือหรือวาจาก็ได้ กฎหมายบังคับเพียงว่าถ้าจะฟ้องร้องบังคับ คดีตามสัญญาค้ำประกัน จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกัน และหมายรวมถึงการยกขึ้นต่อสู้คดีว่ามีสัญญาค้ำประกันด้วย

3. ถาม การค้ำประกันตนเองเพื่อการชำระหนี้ของตนเองสามารถทำได้หรือไม่
ตอบ ไม่สามารถทำได้ เพราะผู้ที่จะค้ำประกันได้จะต้องเป็นบุคคลภายนอก (ลูกหนี้ย่อมค้ำประกันตนเองอยู่แล้วในตัว ไม่มีประโยชน์ที่จะให้ลูกหนี้ทำสัญญา ที่จะให้ลูกหนี้ทำสัญญาค้ำประกันตนเองอีก)

4. ถาม ผู้ค้ำประกันจำเป็นต้องทำสัญญาค้ำประกันไว้ต่อเจ้าหนี้โดยตรงหรือไม่
ตอบ ไ ม่จำเป็นต้องทำสัญญาค้ำประกันไว้ต่อเจ้าหนี้โดยตรง จะทำไว้ต่อบุคคลอื่นโดยไม่มีเจตนาจะใช้เป็นหลักฐานก็ได้ เช่น จดหมาย บันทึกข้อความรายงานการประชุม อาจเป็นเอกสารฉบับเดียว หรือหลายฉบับ ซี่งอ่านประกอบกันแล้วมีข้อความแสดงให้เห็นว่าผู้ลงลายมือชื่อนั้น ผูกพันตนว่าจะ ชำระหนี้เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้นก็ได้

5. ถาม การที่ผู้กู้ยืมเงินออกเช็คสั่งจ่ายล่วงหน้าหรือส่งมอบโฉนดที่ดินให้ผู้ให้กู้ยืมเงินยีดถือไว้เป็นการค้ำประกันหรือไม่
ตอบ ไม่เป็นการค้ำประกัน แต่เป็นการออกเช็คหรือมอบโฉนดที่ดินให้เพื่อเป็นการประกันการชำระหนี้ จึงจำนำสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายที่บัญญัติไว้
สำหรับสัญญาค้ำประกันมาใช้บังคับไม่ได้

6. ถาม หนี้อย่างไรที่สามารถค้ำประกันได้
ตอบ ต้องเป็นหนี้ให้ชำระเงินเท่านั้นจึงจะสามารถค้ำประกันได้ถ้าเป็นหนี้ให้กระทำการหรือไม่กระทำการไม่อาจมีการค้ำประกันได้

7. ถาม หนี้ในอนาคตค้ำประกันได้หรือไม่
ตอบ ค้ำประกันได้ เช่น หนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี หนี้ความเสียหายอันเกิดจากลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน หนี้อันเกินจากข้าราชการไปศึกษาต่อ ต่างประเทศ เป็นต้น

8. ถาม หนี้มีเงื่อนไขค้ำประกันได้หรือไม่
ตอบ ค้ำประกันได้ โดยหมายถึงหนี้ที่จะเกิดก็ต่อเมื่อมีเงื่อนไขบังคับก่อนจึงจะสำเร็จก็อาจทำสัญญาค้ำประกันล่วงหน้าได้

9. ถาม ใครบ้างที่จะเป็นผู้ค้ำประกันได้
ตอบ 1. บุคคลธรรมดา ได้แก่ บุคคลที่บรรลุนิติภาวะแล้ว ไม่ใช่บุคคลล้มละลาย, บุคคลเสมือนไร้ความสามารถ, บุคคลไร้ความสามารถ หรือบุคคลวิกลจริต
2. นิติบุคคล ได้แก่ บริษัท, ห้างหุ้นส่วนจำกัด, ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล,สมาคม,มูลนิธิ, ซึ่งจะต้องพิจารณาถึงขอบวัตถุประสงค์ ด้วยว่า มีอำนาจในการทำสัญญาค้ำประกันหรือไม่

10. ถาม ผู้ค้ำประกันมีได้กี่คน
ตอบ ผู้ค้ำประกันในหนี้รายเดียวกันมีหลายคนก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าค้ำประกันพร้อมกัน

11. ถาม ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างไรบ้าง
ตอบ โดยหลักฐานแล้วผู้ค้ำประกันจะรับผิดไม่เกินไปกว่าความรับผิดของลูกหนี้ ซึ่งหมายรวมถึงดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมด้วย

เช่าทรัพย์
1. ถาม ทรัพย์สินชนิดใดบ้างที่สามารถเช่าและให้เช่าได้
ตอบ ทรัพย์สินที่อาจเช่าหรือให้เช่าได้นั้นรวมถึงอสังหาริมทรัพย์อันได้แก่ ที่ดิน บ้าน อาคาร สิ่งปลูกสร้าง เป็นต้น และสังหาริมทรัพย์ อันได้แก่ รถยนต์ เครื่องจักร เครื่องมือหรือทรัพย์อื่นใดที่สามารถเคลื่อนที่หรือถูกเคลื่อนที่ได้และสิทธิทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินดังกล่าวข้างต้น

2. ถาม การเช่าทรัพย์สินจำเป็นต้องมีการทำสัญญากันเป็นลายสักษณ์อักษรหรือไม่
ตอบ การเช่าไม่จำเป็นต้องมีการทำการสัญญากันเป็นลายลักษณ์อักษร การที่ผู้ให้แสดงเจตนาให้เช่าทรัพย์สิน และผู้เช่าแสดงเจตนาที่จะเช่าทรัพย์สินนั้น ก็ทำให้การเช่าสมบูรณ์แล้ว

3. ถาม ถ้าเช่นนั้นการทำสัญญาเช่าเป็นลายลักษณ์อักษร จะมีประโยชน์ต่อคู่สัญญาอย่างไร
ตอบ การทำสัญญาเช่าเป็นลายลักษณ์อักษรจะมีประโยชน์ต่อคู่สัญญามาก เพราะคู่สัญญาสามารถตกลงกันได้โดยละเอียดถึงสิทธิหน้าที่ และความรับ ผิดชอบของคู่สัญญาแต่ละฝ่ายในกรณีที่เกิดปัญหาได้ในการปฎิบัติตามสัญญาก็สามารถใช้สัญญาเป็นหลักฐานในการฟ้องร้องบังคับคดีได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของการเช่าอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งกฎหมายกำหนดให้การเช่าต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ มิฉะนั้น จะฟ้องร้องบังคับคดีกันมิได้

4. ถาม หลักเกณฑ์การทำสัญญาเช่าเป็นลายลักษณ์อักษรมีอย่างไรบ้าง
ตอบ องค์ประกอบที่สำคัญของสัญญาเช่ารวมถึงรายละเอียดของผู้เช่า วันที่ทำสัญญาเช่า ทรัพย์สินที่เช่า ค่าเช่าระยะเวลาการเช่า สิทธิ หน้าที่ และความรับผิด ผู้ขอเช่าและผู้ให้เช่าและการสิ้นสุดการเช่า นอกจากนี้แล้ว คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต้องลงลายมือชื่อท้ายสัญญาโดยมีพยานรับรองอย่างน้อย 2 คน

5. ถาม ในการเช่าทรัพย์สินผู้เช่ามีสิทธิในทรัพย์สินที่เช่ามากน้อยเพียงไร
ตอบ ผู้เช่าจะมีสิทธิครอบครองในทรัพทย์สินที่เช่า รวมถึงสิทธิในการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินที่เช่าด้วยอย่างไรก็ตาม หากมีข้อตกลงระหว่างคู่สัญญา ว่าทรัพย์สินที่เช่านั้น จะนำไปใช้ประโยชน์สำหรับวัตถุประสงค์ใดๆ โดยเฉพาะผู้เช่า จะไม่มีสิทธิ์ที่จะนำทรัพย์สินที่เช่าไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นนอกจากเพื่อ วัตถุประสงค์ที่ได้ตกลงไว้กับผู้ให้เช่า มิฉะนั้น ผู้เช่าอาจผิดสัญญาได้

6. ถาม ผู้เช่าจะนำทรัพย์สินที่เช่าให้ผู้อื่นเช่าอีกทอดหนี่ง หรือให้เช่าช่วงได้หรือไม่
ตอบ โดยที่การเช่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวผู้เช่าไม่อาจนำทรัพย์สินที่เช่าให้ผู้อื่นเช่าช่วงได้ เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากผู้ให้เช่านอกจากนี้แล้ว หากผู้เช่าถึงแก่ ความตายสิทธิการเช่าของผู้เช่าก็จะระงับไปโดยจะไม่เป็นมรดกตกทองไปยังทายาท

7. ถาม ถ้าผู้เช่าต้องการแก้ไข ต่อเติมหรือดัดแปลงทรัพย์สินเช่าจะทำได้หรือไม่
ตอบ ผู้เช่าไม่อาจแก้ไขต่อเติม หรือดัดแปลงทรัพย์สินที่เช่าได้ หากไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ให้เช่า

8. ถาม การที่ผู้เช่าไม่ชำระค่าเช่าตามที่สัญญากันไว้ผู้ให้เช่าสามารถบอกเลิกสัญญาได้หรือไม่
ตอบ ถ้ามีการกำหนดค่าเช่ากัน สั้นกว่ารายเดือน ผู้ให้เช่าก็สามารถบอกเลิกสัญญาได้ทันที แต่หากกำหนดชำระค่าเช่ากันเป็นรายเดือน หรือยาวกว่านั้น ผู้ให้เช่าจะบอกเลิกสัญญาได้ทันทีไม่ได้ เพราะกฎหมายกำหนดให้ผู้ให้เช่าต้องแจ้งให้ผู้เช่าชำระค่าเช่าภายในระยะเวลาที่กำหนดซึ่งต้องไม่น้อยกว่า 15 วัน หากผู้เช่ายังไม่ชำระ ผู้ให้เช่าจึงจะบอกเลิกสัญญาได้

9. ถาม ในกรณีเช่นอสังหาริมทรัพย์ เช่น บ้าน ที่ดิน ผู้ให้เช่าจะต้องดำเนินการอย่างไรหากผู้เช่าไม่ยอมส่งมอบทรัพย์สินเช่าคืนแก่ผู้ให้เช่า
ตอบ ในกรณีนี้ ผู้ให้เช่าจะต้องดำเนินฟ้องขับไล่ผู้เช่าต่อศาลยุติธรรม

10. ถาม ในกรณีที่การเช่ามิได้มีการระบุระยะเวลาเอาไว้ ผู้ให้เช่าสามารถบอกเลิกสัญญาโดยทันทีได้ทุกเวลาใช่หรือไม่
ตอบ ไม่ใช่ เพราะกรณีนี้กฎหมายกำหนดให้ผู้ให้เช่าจะต้องแจ้งให้ผู้เช่าทราบล่วงหน้าก่อนชั่วกำหนดเวลาชำระค่าเช่าระยะหนึ่งเป็นอย่างน้อย เช่น กำหนดชำระค่าเช่าเป็นรายเดือน ผู้ให้เช่าก็ต้องแจ้งให้เช่าต้องแจ้งให้ผู้เช่าทราบล่วงหน้าก่อน 1 เดือนเป็นอย่างน้อย แต่ไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเกินกว่า 2 เดือน หากกำหนดระยะเวลาชำระค่าเช่านานกว่านั้น

จำนำ
1.ถาม จำนำคืออะไร
ตอบ คือสัญญาซึ่งผู้จำนำส่งมองสังหาริมทรัพย์สิ่งหนึ่งให้แก่ผู้จำนำ เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ของลูกหนี้

2. ถาม สัญญาจำนำต้องทำเป็นหนังสือหรือไม่
ตอบ สัญญาจำนำไม่มีกฏหมายบังคับว่าต้องทำเป็นหนังสือ เพียงมีการส่งมอบทรัพย์สินที่จำนำให้แก่ผู้จำนำเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ของลูกหนี้ของลูกหนี้ก็เพียงพอแล้ว

3. ถาม ทรัพย์สินอะไรบ้างที่จำนำได้
ตอบ สังหาริมทรัพย์

4. ถาม ผู้จำนำต้องเป็นเจ้าของทรัพย์ที่จำนำหรือไม่
ตอบ ผู้จำนำต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่จำนำ ไม่อย่างนั้นเจ้าของที่แท้จริงสามารถติดตามเอาทรัพย์สินนั้นคืนได้ โดยไม่ต้องไถ่ถอนจำนำ เพราะจำนำไม่ผูกพันเจ้าของทรัพย์สินที่แท้จริงเว้นแต่เจ้าของทรัพย์สินปล่อยให้ผู้อื่นแสดงตนว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สิน และบุคคลอื่นนำทรัพย์สินนั้นไปจำนำโดยผู้รับจำนำสุจริต

5. ถาม การนำทรัพย์สินไปจำนำไว้กับโรงรับจำนำ ผู้จำนำต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่จำนำหรือไม่ ถ้าผู้จำนำไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินที่จำนำ เจ้าของทรัพย์สินที่แท้จริงสามารถติดตามเอาทรัพย์สินที่จำนำคืนได้อย่างไร
ตอบ ผู้จำนำไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่จำนำ เมื่อโรงรับจำนำได้รับจำนำทรัพย์สินนั้นไว้แล้ว เจ้าของที่แท้จริงจะเอาทรัพย์สินที่จำนำนั้นคืนได้โดยการไถ่ถอนจำนำ

6. ถาม การจำนำทรัพย์สินกับโรงรับจำนำ มีกรณีใดบ้างที่เจ้าของทรัพย์สินจำนำที่แท้จริงมีสิทธิติดตามเอาทรัพย์สินจำนำคืนจากโรงรับจำนำโดยไม่จำเป็นต้องไถ่ถอนจำนำ
ตอบ 1. โรงรับจำนำได้รับจำนำสิ่งของไว้โดยเห็นได้ว่าสิ่งของนั้นเป็นของใช้ในราชการ
2. โรงรับจำนำได้รับจำนำทรัพย์สินหรือสิ่งของที่ได้รับแจ้งจากเจ้าพนักงานว่าเป็นของหาย
3. โรงรับจำนำได้รับจำนำทรัพย์ไว้โดยรู้หรือมีเหตุอันควรรู้ว่าทรัพย์จำนำนั้นได้มา โดยการกระทำความผิด
4. โรงรับจำนำได้รับจำนำทรัพย์ไว้ โดยไม่จดแจ้งรายการในบัตรประจำตัวประชาชนของผู้จำนำไว้ในต้นขั้วว่าคนที่มาจำนำนั้นเป็นใคร อยู่ที่ไหน
5. โรงรับจำนำรับจำนำสิ่งของรายละเกิน 100,000 บาท

7. ถาม จำนำนั้นเป็นประกันหนี้อะไรบ้าง
ตอบ เป็นประกันการชำระหนี้ต้นเงินกับทั้งค่าอุปกรณ์ต่อไปนี้ด้วยคือ
1. ดอกเบี้ย
2. ค่าสินไหมทดแทนในการไม่ชำระหนี้
3. ค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับจำนำ
4. ค่าใช้จ่ายในการรักษาทรัพย์สินที่จำนำ
5. ค่าสินไหมทดแทน เพื่อความเสียหายอันเกิดแต่ความชำรุดบกพร่องแห่งทรัพย์สินที่จำนำซึ่งไม่เห็นประจักษ์

8. ถาม สิทธิซึ่งมีตราสารสามารถจำนำได้หรือไม่ การจำนำสิทธิซึ่งมีตราสารต้องปฏิบัติอย่างไรบ้าง ถ้าไม่ปฏิบัติจะมีผลเป็นอย่างไรบ้าง
ตอบ สิทธิซึ่งมีตราสารสามารถจำนำได้ โดยต้องส่งมอบตราสารนั้นให้แก่ผู้รับจำนำและต้องบอกกล่าวเป็นหนังสือแจ้งการจำนำแก่ลูกหนี้แห่งสิทธินั้นด้วย ถ้าไม่ปฏิบัติสัญญาจำนำย่อมเป็นโมฆะ

9. ถาม เงินที่ฝากไว้กับธนาคารสามารถจำนำได้หรือไม่
ตอบ ไม่สามารถที่จะจำนำได้ เพราะ
1. เงินที่ฝากไว้กับธนาคาร เงินนั้นย่อมตกเป็นของธนาคารตั้งแต่เวลาที่ส่งมอบเงินฝากการมาตกลงทำสัญญาจำนำทีหลังจึงไม่มีการส่งมอบทรัพย์สินที่จำนำ และ
2. สิทธิตามใบฝากเงินไม่ใช่สิทธิซึ่งมีตราสารจึงไม่สามารถที่จะจำนำได้

10. ถาม ใบหุ้นหรือใบหุ้นกู้ชนิดซึ่งระบุชื่อ สามารถจำนำได้หรือไม่ถ้าจะจำนำต้องทำอย่างไรบ้างจึงจะยกสัญญาจำนำขึ้นต่อสู้บริษัทหรือบุคคลภายนอกได้
ตอบ สามารถจำนำได้ ต้องจดทะเบียนการจำนำนั้นลงไว้ในสมุดของบริษัท

11. ถาม ถ้าสิทธิซึ่งจำนำนั้นถึงกำหนดชำระก่อนหนี้ซึ่งจำนำเป็นประกันไว้นั้น ลูกหนี้แห่งสิทธินั้นต้องปฏิบัติการชำระหนี้แห่งสิทธินั้นอย่างไร
ตอบ ลูกหนี้แห่งสิทธินั้นต้องส่งมอบทรัพย์สินอันเป็นวัตถุแห่งสิทธิให้แก่ผู้รับจำนำ และทรัพย์สินนั้นก็กลายเป็นของจำนำแทนสิทธิซึ่งจำนำ

12. ถาม ถ้าจำนำสิทธิ ผู้จำนำจะทำให้สิทธินั้นสิ้นไปหรือแก้ไขสิทธินั้นให้เสียหายแก่ผู้รับจำนำได้หรือไม่
ตอบ ไม่ได้ เว้นแต่ผู้รับจำนำได้ยินยอมด้วย

13. ถาม ถ้ามีการตกลงกันไว้ก่อนเวลาหนี้ถึงกำหนดชำระว่า ถ้าไม่ชำระหนี้ให้ผู้รับจำนำเข้าเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่จำนำ ข้อตกลงนั้นจะมีผลบังคับอย่างไร
ตอบ ข้อตกลงนั้นไม่สมบูรณ์ใช้บังคับไม่ได้ ถ้าไม่มีการปฏิบัติตามข้อตกลงจะฟ้องให้ปฏิบัติตามข้อตกลงนั้นไม่ได้ และถ้ามีการปฏิบัติตามข้อตกลงนั้นแล้ว ก็จะมาฟ้องขอให้เพิกถอนไม่ได้

14. ถาม ผู้รับจำนำมีหน้าที่ต้องดูแลทรัพย์สินที่จำนำอย่างไรบ้าง
ตอบ ต้องดูแลทรัพย์สินที่จำนำให้ปลอดภัย และต้องดูแลรักษาทรัพย์สินที่จำนำ อย่างเช่นคนปกติทั่วไปจะพึงดูแลรักษาทรัพย์สินของตนเอง

15. ถาม ถ้าทรัพย์สินที่จำนำนั้นเกิดมีดอกผลในระหว่างที่จำนำ ดอกผลของทรัพย์สินที่จำนำนั้นเป็นของใคร
ตอบ ดอกผลของทรัพย์สินที่จำนำเป็นของผู้จำนำ เพราะการจำนำนั้นแม้จะมีการส่งมอบทรัพย์สินที่จำนำให้กับผู้รับจำนำแต่กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่จำนำก็ยังคงเป็นของผู้จำนำ แต่ถ้าดอกผลนั้นเป็นดอกผลนิตินัย ผู้รับจำนำสามารถเอาดอกผลนิตินัยนั้นมาชำรำค่าดอกเบี้ยที่ค้างชำระได้ ถ้าไม่มีดอกเบี้ยค้างชำระก็ให้จัดสรรใช้ต้นเงินที่จำนำเป็นประกันได้เท่านั้น

16.ถาม ผู้รับจำนำมีสิทธิบังคับจำนำได้เมื่อใด
ตอบ เมื่อหนี้ที่จำนำเป็นประกันถึงกำหนดชำระ หรือเมื่อลูกหนี้ไม่อาจถือเอาประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาได้

17. ถาม การบังคับจำนำผู้รับจำนำต้องนำคดีมาฟ้องศาลหรือไม่อย่างไร
ตอบ การบังคับจำนำ ผู้รับจำนำไม่ต้องนำคดีมาฟ้องศาลเหมือนจำนอง เพียงแต่ผู้รับจำนำมีหนังสือบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ให้ชำระหนี้ และอุปกรณ์ภายในเวลาอันควร ถ้าลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ภายในเวลาที่กำหนดผู้รับจำนำเอาทรัพย์สินที่จำนำออกขายได้ แต่ต้องขายทอดตลาดเท่านั้น โดยมีหนังสือบอกกล่าวแก่ผู้จำนำถึงเวลาและสถานที่ขายทอดตลาด

18. ถาม มีกรณีใดบ้างที่บังคับจำนำ โดยไม่ต้องมีการบอกกล่าวก่อน
ตอบ 1.กรณีไม่สามารถบอกกล่าวบังคับจำนำแก่ผู้จำนำได้เช่น ผู้จำนำย้ายที่อยู่ และไม่ทราบว่าอยู่ที่ใด
2.จำนำตั๋วเงิน ผู้รับจำนำเรียกเก็บเงินตามตั๋วเงินนั้นในวันถึงกำหนด โดยไม่ต้องบอกกล่าวก่อน

19. ถาม ถ้าหนี้ที่จำนำเป็นประกันพ้นกำหนดเวลาที่กำหนดให้ชำระหนี้แล้ว แต่ผู้รับจำนำยังไม่บังคับจำนำ ผู้จำนำสามารถไถ่ถอนทรัพย์สินที่จำนำนั้นได้หรือไม่
ตอบ ได้ ตราบใดที่ผู้รับจำนำยังไม่บังคับจำนำ ผู้จำนำมีสิทธิไถ่ถอนทรัพย์สินที่จำนำได้เสมอ

20. ถาม เมื่อบังคับจำนำแล้วได้เงินน้อยหรือมากกว่าจำนวนหนี้ที่ค้างชำระจะมีผลอย่างไร
ตอบ ถ้าได้เงินน้อยกว่าจำนวนหนี้ที่ค้างชำระ ลูกหนี้ยังต้องรับผิดในส่วนที่ยังขาดอยู่ แต่ถ้าจำนำเพื่อเป็นประกันหนี้ของผู้อื่น ผู้จำนำไม่ต้องรับผิดในส่วนที่ขาด เว้นแต่มีข้อตกลงให้รับผิด ถ้าได้เงินมากกว่าจำนวนหนี้ที่ค้างชำระ ผู้รับจำนำต้องคืนเงินนั้นให้แก่ผู้รับจำนำ หรือบุคคลผู้ควรจะได้เงินนั้น

21. ถาม สัญญาจำนำย่อมระงับสิ้นไปในกรณีใดบ้าง
ตอบ 1. เมื่อหนี้ที่จำนำเป็นประกันระงับ ซึ่งมิใช่เพราะเหตุอายุความ เช่น ผู้รับจำนำปลดหนี้ให้ลูกหนี้
2. ผู้รับจำนำยอมให้ทรัพย์สินที่จำนำกลับคืนสู่ความครอบครองของผู้จำนำ เช่น ผู้จำนำยอมให้ผู้รับจำนำยืมทรัพย์สินที่จำนำกลับคืนไปใช้สอย
3. เมื่อมีการบังคับจำนำได้เงินชำระหนี้ที่จำนำเป็นประกันครบตามสัญญาจำนำแล้ว


--------------------------------------------------------------------------------

ที่มาจากหนังสือกฎหมายเบื้องต้นสำหรับประชาชน
อ้างอิง : http://www.khonthai.com/Vitithai/na.htm



เข้าชม : 1681
นำเสนอโดย : เนาวรัตน์ ตั้งยะฤทธิ์
โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี
สพม. เขต 2
อยู่ในขั้น : เจ้ายุทธภพ

แชร์ไปที่ Facebook

  หมวดหมู่ กลุ่มสาระกลุ่มสาระการงานอาชีพ และเทคโนโลยี ล่าสุด
ฟ้าลืม
โดย : [เข้าชม : 948 ]
พัฒนาการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21
โดย : [เข้าชม : 6026 ]
การบันทึกเสียงบรรยายอย่างง่าย
โดย : [เข้าชม : 4098 ]
รีดผ้ามีรอยไหม้อย่าตกใจ
โดย : [เข้าชม : 6672 ]
ผลไม้รสเปรี้ยวจัดแก้ได้
โดย : [เข้าชม : 4707 ]
โอเน็ต... ให้อะไร
โดย : [เข้าชม : 3684 ]
ร่วมยินดี ..
โดย : [เข้าชม : 3762 ]
การดำเนินงานโครงการพัฒนาบุคลากรการประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์พกพา (Tablet) เพื่อการเรียนการสอน ประจำปีการศึกษา 2555 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต 1
โดย : [เข้าชม : 3603 ]
ผู้ชายแสนดี
โดย : [เข้าชม : 4159 ]
ทดสอบการใส่วิดีโอ 2
โดย : [เข้าชม : 4140 ]
 10 เล่าสู่กันฟัง Text Random
ผลไม้ ตามกรุ๊ปเลือด
Thailand Flood
กินผักและผลไม้ดิบวันละ 5 ครั้ง ล้างอาถรรพณ์
นามบัตร
อักษร a-z บอกลักษณะนิสัย
SHOELACES
Forest
สำนวนจีน ฮูยิว แล้วไทยล่ะ ว่าอย่างไร
CHAIR
Mangosteen
 
     "สหวิชา ดอท คอม" เป็นแหล่งรวมเนื้อหาความรู้ต่าง ๆ บอกเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับเนื้อหา และการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนจากครูทั่วประเทศ นำมาแลกเปลี่ยนในเว็บไซต์แห่งนี้ ซึ่งเนื้อหาทั้งหมดได้ถูกกลั่นกลรองมาจากความรู้ ประสบการณ์ในการทำงานของทีมงานทุกคน...ดังนั้น ทุกเรื่องราว ทุกเนื้อหาสาระจึงเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เขียนและสำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ หากบุคคลใดที่มีความประสงค์จะนำเนื้อหาเรื่องราวใด ๆ ในเว็บไซต์แห่งนี้ไปนำเสนอในรูปแบบใด ๆ จึงควรที่จะอ้างอิงและให้เครดิตกับ "สหวิชา ดอท คอม" เพื่อเป็นการสนับสนุนและเป็นกำลังใจในการทำงานแก่ทีมงานทุกคนที่เพียรค้นคว้าหาความรู้มานำเสนอ ขอขอบคุณผู้ที่ให้ความสนใจทุกท่านที่เล็งเห็นความสำคัญในสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ ...เราขอน้อมรับทุกคำติชมและจะนำไปพัฒนาปรับปรุงในการทำงานให้ดียิ่งขึ้น ขอขอบคุณ Maxsite 1.10 CMS ที่พัฒนาโดยคนไทย ขอขอบคุณทุก ๆ คลิกที่แวะมาเยี่ยมชมเรา "สหวิชา ดอท คอม"

| เกี่ยวกับสหวิชา.คอม | สาระการเรียนรู้ | บทความ | สื่อการเรียนการสอน | แบบฝึกทักษะ | เล่าสู่กันฟัง | คำถามยอดนิยม | Links น่ารู้ | ทีมงานสหวิชา.คอม | ติดต่อเรา |