[x] ปิดหน้าต่างนี้
ก้าวทุกวินาที กับ... สหวิชา ดอท คอม
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
   
   
หมวดหมู่ : การงานอาชีพ และเทคโนโลยี
เราพร้อมหรือยัง ? ในการจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ตอนที่ 1
พฤหัสบดี ที่ 30 เดือน มกราคม พ.ศ.2557

เราจะเตรียมตัวเด็กของเราเข้าสู่ประชาคมอาเซียนกันอย่างไร ในเขตพื้นที่ของผู้เขียนซึ้งเป็นเขตชายแดนติดขอบประเทศกัมพูชา ระยะทางเข้าสู่นครวัต นครธม เพียง 150 กม.   

ประชาคมอาเซียน ประเทศสมาชิกอาเซียนมีสมาชิก ๑๐ ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย บรูไน เวียดนาม ลาว พม่าและกัมพูชา ได้ยอมรับในการปฏิบัติตามหลักการการพื้นฐานในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยมีการตรากฎบัตรอาเซียน ซึ่งถือเป็นกฎหมายสูงสุดของอาเซียน มีผลบังคับใช้เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๑ การจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน มีเป้าหมายหลัก ๔ ประการคือ ๑) การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว ๒) การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของอาเซียน ๓) การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเสมอภาคและ ๔) การบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก ประเด็นสำคัญอย่างยิ่ง ก็คือ ภายในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ อาเซียนจะมีการค้าขาย การแลกเปลี่ยนบริการและการลงทุนข้ามพรมแดนกันอย่างเสรี ผู้ใช้แรงงาน รวมทั้งพลเมืองอาเซียนทั้ง ๑๐ ประเทศ สามารถเดินทางไปประกอบอาชีพในประเทศสมาชิกได้อย่างเสรี การเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ นั้น กระทรวงศึกษาธิการในฐานะที่รับผิดชอบดูแลนักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาจะต้องเตรียมความพร้อมให้กับบุคลากร ในทุก ๆ ด้าน เพื่อให้มีศักยภาพในการแข่งขันและสามารถเข้าสู่ การเปิดเสรีทั้งทางด้านเศรษฐกิจ และสังคมที่จะเกิดขึ้นในอนาคตโดย กระทรวงศึกษาธิการจะปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาใหม่ ให้เป็นหลักสูตรที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ (Area-based) โดยแบ่งผู้เรียนเป็น ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มที่ ๑ สายอาชีพ และกลุ่มที่ ๒ สายสามัญ ที่มุ่งเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจน คือ การมีงานทำ และมีศักยภาพตรงตามความต้องการในการพัฒนาประเทศ ที่ผ่านมาระบบการศึกษาจัดเพียงหลักสูตรเดียว แต่ใช้กับนักเรียนทั้งประเทศซึ่งอยู่ภูมิภาคและภูมิประเทศที่มีความหลากหลายและแตกต่างกัน ใช้เวลาเรียน ๑๒ ปี เพื่อสอบเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยเท่านั้น ทำให้นักเรียนไม่ได้เรียนตามความถนัดมากนัก ซึ่งเป็นการปิดกั้นโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของนักเรียนเป็นอย่างมาก สิ่งที่จะต้องดำเนินการต่อไป คือ มีการปรับระบบการเรียนในระดับมัธยมศึกษา โดยแบ่งเป็น ๓ สาย ได้แก่ ๑) มัธยมศึกษาที่มุ่งสู่การเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย ๒) มัธยมศึกษาเชิงปฏิบัติ ทั้งในสาขาเกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม และการบริหารจัดการและการบริการ ๓) มัธยมศึกษากลุ่มความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งมีการนำนโยบายการพัฒนาการศึกษาแบบกลุ่มพื้นที่ หรือ Area-based และการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ ๒๕๕๕ สถานศึกษาจะต้องร่วมมือกับหน่วยการศึกษาอื่นในจังหวัด เพื่อแปลงนโยบายไปสู่แผนปฏิบัติของแต่ละจังหวัดให้เกิดขึ้นจริง กล่าวโดยสรุปนับแต่นี้ไป การจัดการศึกษาจะเน้นลงไปที่พื้นที่เป็นหลัก ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนจะมีการประสานร่วมมือกันเพื่อพัฒนาการการศึกษาอย่างเข้มข้น เพื่อให้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศ พัฒนาศักยภาพของคนไทย เตรียมพร้อมเพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกระดับจะต้องมีการวางแผน และนำสู่การปฏิบัติอย่างจริงจังเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ ทิศทางการปฏิรูปการศึกษา : การศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อการมีงานทำ ๑. การปฏิรูปการเรียนการสอน การจัดการเรียนการสอนจะเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญและเน้นกระบวนการคิดซึ่งผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย โดยเฉพาะครูผู้สอน จะต้องเดินไปสู่ทิศทางตามเจตนารมณ์ดังกล่าวโดยเน้นผู้เรียนแต่ละคน (Individual) ให้ได้รับการพัฒนาตามศักยภาพและความสนใจอย่างแท้จริง ๒. การบริหารจัดการ จะเน้นการกระจายอำนาจตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติในทุกด้านจากส่วนกลางไปสู่หน่วยปฏิบัติในพื้นที่ เพื่อให้มีอำนาจที่จะใช้ในการตัดสินใจเกี่ยวกับการจัดการศึกษาในแต่ละเขตพื้นทื่ สะท้อนความหลากหลาย ตามบริบทและสิ่งที่ท้าทายของแต่ละพื้นที่ มิติใหม่ของการศึกษาไทย : การศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อการมีงานทำ ๑. เปลี่ยนจาก Education for All เป็น Education for Sustainable Development การศึกษาไม่ใช่เป็นเรื่องของ Education for All คือไม่ใช่การจัดการศึกษาเพื่อปวงชน แล้วจะถือว่าเราทำหน้าที่ได้สำเร็จแล้ว แต่ว่าความคาดหวังคือ เรื่องการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือนิยามความหมายที่เรียกว่า Education for Sustainable Development ก็แปลว่าการศึกษาแทนที่จะเป็นองค์ประกอบของการพัฒนาทางด้านสังคม แต่การศึกษาจะทำหน้าที่เป็นเสาหลักของการพัฒนาประเทศ โดยมีสามเสาหลักย่อย คือ การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ๒. Education for the World of Work เพื่อที่จะให้การศึกษาเป็นเสาหลักของการพัฒนาประเทศ จะต้องแปลงออกมาให้เป็นรูปธรรม ก่อนที่จะไปคาดหวังอะไรที่กว้างไกล เราต้องบอกก่อนว่า Education นั้น ไม่ใช่ for Education แต่ต้องเป็นการศึกษาเพื่อการมีงานทำ (Education for the work of work) การปรับกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) : การศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อการมีงานทำ จากวิสัยทัศน์ด้านการจัดการศึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ทำให้ผู้เกี่ยวข้องในกระทรวงศึกษาธิการและสพฐ.ต้องปรับกระบวนทัศน์ใหม่ทางการศึกษา เพื่อที่จะนำไปสู่การจัดการศึกษาเพื่อการมีงานทำอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ดังนี้ ๑. จาก Rote Learning เป็น Creative Learning ต้องเปลี่ยนจาก Rote Learning ที่แปลว่าเรียนจากการท่องจำ เรียนจากตำราและจำไปสอบ เปลี่ยนเป็น Creative Learning ซึ่งตรงนี้ก็แสดงว่านักเรียนแต่ละคนมีศักยภาพในการที่จะคิดสร้างสรรค์ คิดนอกกรอบ Proplem Solving ได้ แต่ถ้าเราตีกรอบว่านักเรียนต้องเรียนแบบนั้นแบบนี้ ในหลักสูตรในเนื้อหาที่คงที่ นักเรียนก็จะถูก Block สมองในส่วนที่จะคิดแบบ Creative Thinking และมันก็สายเกินไป ในที่สุดเมื่อนักเรียนจบการศึกษาขั้นพื้นฐานไป มันก็คิดอะไรไม่ได้ เพราะว่าตลอดระยะเวลา ๑๒ ปี เขาคิดโดยการรับคำสั่ง Instruction อย่างเดียว ๒. จาก Static เป็น Dynamic การศึกษาต้องปรับเปลี่ยนจากสิ่งที่เป็น Static เป็น Dynamic คือการขับเคลื่อน ต้องมีความอ่อนตัว มีความไหลลื่นไปตามในเรื่องของพลวัตต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เพราะว่าบริบทภายนอก สิ่งท้าทาย ต่าง ๆ มันไม่ได้หยุดอยู่กับที่ ถ้าเราบอกว่าเราจะจัดการศึกษาของเราแบบนี้ ภายในเวลาปีสองปี ก็จะเกิดความล้าหลัง และทำให้เด็กของเราไม่ทันต่อความเปลี่ยนแปลง ๓. จาก Rigid เป็น Flexible เปลี่ยนจาก Rigid เป็น Flexible นั่นคือ การจัดหลักสูตรการเรียนการสอนต่อจากนี้ไป จะยืดหยุ่นไปตามบริบทของแต่ละพื้นที่ ของแต่ละบุคคล ๔. จาก Mass Production เป็น Customization เปลี่ยนจากสิ่งที่เรียกว่าเป็น Mass Production คือจัดการศึกษาโดยทั่วประเทศเรียนเหมือนกันทั้งหมด เป็นเรื่องของ Customization เป็นการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับบุคคลและบริบทของพื้นที่ ๕. จาก Centralization เป็น Decentralization เปลี่ยนระบบการบริหารจัดการรวมศูนย์ (Centralization) เป็นการกระจายอำนาจ (Decentralization) ๖. จาก Partial เป็น Integration เปลี่ยนจากการทำงานแบบแยกส่วน องค์กรหลักที่เป็นแบบ Partial เป็นแบบบูรณาการ (Integration) ซึ่งคิดว่าตรงนี้อาจจะเกินกว่าอำนาจและภารกิจของ สพฐ. แต่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจะช่วยทำให้เกิด Integration ระหว่างองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ ๗. จาก Nationalized เป็น Localized เปลี่ยนจากสิ่งที่เรียกว่าการทำอะไรในลักษณะ Nationalized คือ การทำอะไรที่เป็นแบบแผนเหมือนกันหมดทั่วประเทศ มาเป็นแบบ Localized คือ แบบพื้นที่ ๘. จาก Internal Efficiency เป็น External Efficiency เปลี่ยนจากการกำหนดตัวชี้วัดเรื่องของประสิทธิภาพที่ดูจาก Internal Efficiency ที่มองว่าเราให้นักเรียนเข้าไปเรียนร้อยคน นักเรียนจบกี่คน ที่เป็นการวัดในเชิงปริมาณ Input/Output เปลี่ยนเป็น External Efficiency คือ หมายความว่าการศึกษาที่ยึดโยงกับบริบทภายนอก เพราะฉะนั้นผู้เรียน หรือผู้จบการศึกษาไปแล้ว จะต้องวัดประสิทธิภาพ ภายนอกคืออัตราการมีงานทำ อัตราการที่เขาจะเป็นผู้ที่มีผลผลิตในทางเศรษฐกิจ ๙. จาก Academic Achievement เป็น Competency การวัดประเมินผล ต้องเปลี่ยนจากการวัดในเรื่องวิชาการ ที่เป็น Academic Achievement อย่างเดียว ไปเป็นสัดส่วนที่วัด Competency ของผู้เรียน ซึ่งก็คงจะต้องมีทั้งความรู้ทฤษฎี สมรรถนะในการปฏิบัติและก็อาจรวมไปถึงการมีงานทำด้วย ๑๐. จาก Quantity เป็น Quality เรากำลังจะ Move จากปริมาณ Quantity ไปสู่คุณภาพ Quality แต่นิยามความหมายของคุณภาพ ซึ่งแต่ละคนก็คงจะมีมุมมองในเรื่องคุณภาพ ที่อาจจะแตกต่างกันได้ แต่อย่างน้อนก็ต้องมีจุดร่วม ๑๑. จาก welfare เป็น well-being ท้ายที่สุด ทัศนะของการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน เราต้องไม่คิดบนพื้นฐานของ welfare คือ หมายความว่า ลด แลก แจก แถม และจัดสรรเงินอุดหนุนต่าง ๆ ไปโดยที่ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน ในเรื่องของประสิทธิผลที่ย้อนกลับเพราะฉะนั้นต่อจากนี้เราจะมุ่งเน้นว่า ถ้าเราจะจัดสรร เงินอุดหนุน ต่าง ๆ จะต้องอธิบายได้ว่าจะนำไปสู่ Well-being เพราะฉะนั้น คำว่า welfare กับ Well-being ต่างกัน ตรงที่ว่า well-being นั้นจะต้องส่งเสริมไปเพื่อให้นักเรียนมีศัยกภาพความเข้มแข็ง ที่จะทำให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น การศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน : การศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อการมีงานทำ สิ่งสำคัญในการจัดการศึกษาที่เน้นการมีงานทำ ทิศทางในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานมีดังนี้ - Work-oriented Education จะมุ่งไปสู่การจัดการศึกษาเพื่อการมีงานทำ - Environment Issue การไม่ละเลยต่อเรื่องของสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญ ที่ต้องคำนึงถึงควบคู่ไปกับการพัฒนา - Equality & Equity การจัดการศึกษาจะยึดความเสมอภาค คือ Equqlity และคำนึงถึงความเป็นธรรม หรือ Equity ด้วย - Education for Civil Socaiety การศึกษาที่จะก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน UNESCO พยายามที่จะ Promote และสื่อสารออกมาอยู่เสมอ ก็คือต้องการพัฒนาสังคมไปสู่สังคมภาคประชาชนหรือประชาสังคม ที่เรียกว่า Civil Society หมายความว่าเป็นสังคม ที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนา เราจะไม่คิดแบบแยกส่วน ดังนั้นการศึกษาจะต้องเป็นไปเพื่อส่งเสริมและพัฒนาสังคมแบบมีส่วนร่วม บทความเหล่านี้เป็นการวางแผนในระดับสูง แต่ยังไม่ลงถึงพื้นที่จริง ทำอย่างไรเราจะลงสู่ภาคปฏิบัติกันอย่างจริงจังก่อนที่ประเทศเราจะอยู่หลังเพื่อนในอาเซียน ติดตามตอนที่ 2 ..................

เข้าชม : 27645
นำเสนอโดย : อานันท์ปภา ฉลาดเอื้อ
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 3
อยู่ในขั้น : เจ้ายุทธภพ

แชร์ไปที่ Facebook

  หมวดหมู่ การงานอาชีพ และเทคโนโลยี ล่าสุด
เผยแพร่งานวิจัยของนายนาม สุขสวัสดิ์
โดย : [เข้าชม : 25308 ]
เผยแพร่งานวิจัย นางวนิดา สุขเกิด
โดย : [เข้าชม : 33556 ]
บทคัดย่อ เรื่องการศึกษาคุณธรรมในการทำงานร่วมกันอย่างมีคุณธรรม
โดย : [เข้าชม : 21134 ]
บทคัดย่อ เรื่องการพัฒนาทักษะกระบวนการแก้ปัญหา
โดย : [เข้าชม : 21184 ]
บทคัดย่อ การพัฒนาครูด้วยระบบออนไลน์ ในการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน
โดย : [เข้าชม : 22954 ]
บทคัดย่อ การพัฒนาหลักสูตรสาระการเรียนรู้ท้องถิ่น วิชา การทำนาดำข้าวหอมมะลิอินทรีย์
โดย : [เข้าชม : 21188 ]
16 รายการในร่างกายที่อาจจะยังไม่รู้
โดย : [เข้าชม : 26001 ]
แค่ปรับเปลี่ยนความคิด ชีวิตก็ดีขึ้น จริงรึ?
โดย : [เข้าชม : 26151 ]
เราพร้อมหรือยัง ? ในการจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ตอนที่ 2
โดย : [เข้าชม : 28512 ]
เราพร้อมหรือยัง ? ในการจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ตอนที่ 1
โดย : [เข้าชม : 27646 ]
 10 บทความ Text Random
Symposium โรงเรียนในฝันตอนที่ 3
ในคืนหนึ่ง...ซึ่งมีคำถาม
ใครท้องผูกท้องมือขึ้น
หนุ่มไร้ขา... ทำคุณค่าให้กับชีวิต
เกลียดเกลียดฉันเกลียดมัน
'อาหารเสริม' โฆษณาเกินจริง ภัยร้ายแรงที่ต้องระวัง
เพื่อนช่วยเพื่อน เธอคือเพื่อนที่แสนดีของฉัน (ตอนที่ 1)
Symposium โรงเรียนในฝันตอนที่ 4
เพื่อนช่วยเพื่อน เธอคือเพื่อนที่แสนดีของฉัน (ตอนที่ 2)
น้ำทับทิม ป้องกันสมองเสื่อม
 
     "สหวิชา ดอท คอม" เป็นแหล่งรวมเนื้อหาความรู้ต่าง ๆ บอกเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับเนื้อหา และการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนจากครูทั่วประเทศ นำมาแลกเปลี่ยนในเว็บไซต์แห่งนี้ ซึ่งเนื้อหาทั้งหมดได้ถูกกลั่นกลรองมาจากความรู้ ประสบการณ์ในการทำงานของทีมงานทุกคน...ดังนั้น ทุกเรื่องราว ทุกเนื้อหาสาระจึงเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เขียนและสำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ หากบุคคลใดที่มีความประสงค์จะนำเนื้อหาเรื่องราวใด ๆ ในเว็บไซต์แห่งนี้ไปนำเสนอในรูปแบบใด ๆ จึงควรที่จะอ้างอิงและให้เครดิตกับ "สหวิชา ดอท คอม" เพื่อเป็นการสนับสนุนและเป็นกำลังใจในการทำงานแก่ทีมงานทุกคนที่เพียรค้นคว้าหาความรู้มานำเสนอ ขอขอบคุณผู้ที่ให้ความสนใจทุกท่านที่เล็งเห็นความสำคัญในสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ ...เราขอน้อมรับทุกคำติชมและจะนำไปพัฒนาปรับปรุงในการทำงานให้ดียิ่งขึ้น ขอขอบคุณ Maxsite 1.10 CMS ที่พัฒนาโดยคนไทย ขอขอบคุณทุก ๆ คลิกที่แวะมาเยี่ยมชมเรา "สหวิชา ดอท คอม"

| เกี่ยวกับสหวิชา.คอม | สาระการเรียนรู้ | บทความ | สื่อการเรียนการสอน | แบบฝึกทักษะ | เล่าสู่กันฟัง | คำถามยอดนิยม | Links น่ารู้ | ทีมงานสหวิชา.คอม | ติดต่อเรา |