[x] ปิดหน้าต่างนี้
ก้าวทุกวินาที กับ... สหวิชา ดอท คอม
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
   
   
หมวดหมู่ : ศิลปะ ดนตรีและนาฎศิลป์
ตาบอดสี.... หลายสิ่งที่คุณยังไม่รู้ !!!
จันทร์ ที่ 9 เดือน พฤศจิกายน พ.ศ.2552

ผมเองก็เพิ่งรู้ว่า ตัวเองนั้นบอดสี ซึ่งมันไม่น่าเกิดขึ้นเลย วันนี้จะมาดูว่าที่บอกว่าบอดสีนั้นจริง ๆ แล้วมันเป็นแบบไหน   

           ถ้าจะกล่าวกันตามตรงแล้วการที่เรียกผู้ที่ตาบอดสีว่า “ตาบอดสี” ดูเหมือนจะไม่ถูกต้องนัก เพราะคำว่า บอด นั้น น่าจะหมายถึง ไม่เห็น, ไม่มี มากกว่า ดังนั้น คำว่า ตาบอดสี ถ้าแปลกันตรงๆ คือคนที่มองไม่เห็นสีนั่นเอง ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว คนที่ตาบอดสี ก็ยังมองเห็นสี เพียงแต่มีความบกพร่องในการแยกเฉดสีเท่านั้น กว่าครึ่งหนึ่งของคนที่ตาบอดสี สามารถแยกสีในชีวิตประจำวัน (รวมถึงไฟแดง ไฟเหลือง ไฟเขียว) ไม่แตกต่างจากคนปกติ 
                 นอกจากนี้ เรียกว่า "โรคตาบอดสี" ก็ไม่น่าจะถูกต้องอีกด้วย เพราะตาบอดสีส่วนใหญ่แล้วไม่ได้เป็นความเจ็บป่วย แต่เป็นลักษณะด้อยทางพันธุกรรมมากกว่ามีคนจำนวนมากไม่รู้ตัวเลยว่าตาบอดสีมา ตลอดชีวิต จนกระทั่งต้องมีการตรวจก่อนเข้าทำงาน จึงจะทราบว่าตนเองมีภาวะตาบอดสี 
            ตาบอดสี พบได้ประมาณ 8% ของประชากร ส่วนใหญ่ที่พบบ่อยที่สุดจะเป็นแบบชนิดบอดเขียว-แดง (red-green color blindness) ซึ่งผู้ชาย 10 คน จะพบภาวะนี้ 1 คน และก็ยังมีตาบอดสีชนิดอื่นๆ อีก เช่น ฟ้า-เหลือง สำหรับผู้หญิงนั้น 200 คน จะพบภาวะตาบอดสีได้ 1 คน



 ธรรมชาติของการมองเห็นสี
ก่อน ที่เราจะเข้าใจเรื่องตาบอดสี เราควรจะรู้ถึงธรรมชาติในการมองเห็นสีของตามนุษย์เสียก่อน โดยปกติแล้วตาคนเราที่บริเวณจอรับภาพด้านหลังของลูกตา (Retina) จะมีเซลล์รับแสง (photoreceptor) อยู่ 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นเซลล์รับแสงที่รับรู้ถึงความมืดหรือสว่าง ไม่สามารถแยกสีออกได้และจะมีความไวต่อการกระตุ้น แม้ในที่ที่มีแสงเพียงเล็กน้อย เช่น เวลากลางคืน เรียกว่า Rod cell เซลล์กลุ่มที่สองเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่มองเห็นสีต่างๆ โดยจะแยกได้เป็นเซลล์อีก 3 ชนิด ตามระดับคลื่นแสงหรือสีที่กระตุ้น คือ เซลล์รับแสงสีเขียว ซึ่งรับแสงในช่วงความยาวคลื่นสีเขียว, เซลล์รับแสงสีน้ำเงินซึ่งรับแสงในช่วงความยาวคลื่นสีน้ำเงินและ เซลล์รับแสงสีแดงซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะไวต่อการรับแสงในช่วงความยาวคลื่นสีแดง แต่ก็จะไวต่อการรับแสงในช่วงความยาวคลื่นสีเหลืองด้วย เซลล์ต่างๆ เหล่านี้เรียกว่า Cone cell 

                 สำหรับแสงสีอื่นๆนอก จากนี้ จะกระตุ้นเซลล์ดังกล่าวนี้มากกว่าหนึ่งชนิด แล้วให้สมองเราแปลภาพออกมาเป็นสีที่ต้องการ เช่น สีม่วง เกิดจากแสงที่กระตุ้นทั้งเซลล์รับแสงสีแดง และเซลล์รับแสงสีน้ำเงิน ในระดับที่พอ ๆ กัน การเกิดสีต่าง ๆ ที่มองเห็นเหล่านี้ก็เช่นเดียวกับหลอดภาพของจอ T.V นั่นเอง ซึ่งเซลล์กลุ่มที่สองนี้จะทำงานได้ดีต้องมีแสงสว่างเพียงพอ ดังนั้นในที่สลัว ๆ เราจึงไม่สามารถแยกสีของวัตถุได้แต่ยังพอบอกรูปร่างได้ เนื่องจากมีการทำงานของเซลล์ในกลุ่มแรกอยู่ ต่อเมื่อเพิ่มแสงสว่างขึ้น เราจึงมองเห็นสีต่าง ๆ ขึ้นมา

              กระบวนการรับรู้และแยกความแตกต่างของสี
หลายๆ คนอาจจะสงสัยว่า ถ้าตาบอดสีก็น่าจะรู้ตัวตั้งแต่เริ่มเข้าสังคมกับคนภายนอกแล้ว เพราะสาเหตุใดจึงมาทราบต่อภายหลัง ทั้งนี้เพราะความสามารถในการรับรู้และแยกความแตกต่างระหว่างสีต่าง ๆ นั้นเป็นประสบการณ์การเรียนรู้ เพราะตั้งแต่เด็กเราได้รับการสั่งสอนให้เรียกชื่อสีต่าง ๆ ที่เราเห็นตามผู้สอน หากแต่สีที่แต่ละบุคคลรับรู้นั้นอาจแตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเซลล์รับแสงสีที่จอประสาทตาโดยสัมพันธ์กับประสบการณ์การ เรียนรู้ที่ถูกสอนมา ดังนั้นเราอาจเห็นสีผิดปกติตั้งแต่เกิด แต่สามารถเรียกชื่อสีได้ถูกต้องตามผู้สอนก็เป็นไปได้ หรือเกิดจากโรคภัยต่าง ๆ ที่มีผลโดยตรงกับจอประสาทตา, เส้นประสาทตาและสมอง

               ตาบอดสี
               เป็น คำที่เรียกกันมานานแต่ไม่ถูกต้องทีเดียว เพราะที่จริงแล้ว ตาบอดสีแบ่งได้เป็นหลายระดับ และผู้ป่วยตาบอดสีส่วนใหญ่ก็มักจะไม่บอดสีจริง ๆ เพียงแต่มองเห็นสีแตกต่างไปจากคนปกติเท่านั้น  โดยทั่วไปเราจะแบ่งตาม ความผิดปกติของเซลล์รับแสง(สี) เป็นตาบอดสีแดง ตาบอดสีเขียว และตาบอดสีน้ำเงิน ซึ่งอาจบอดสีเพียงสีเดียว, สองสี หรือ ทั้งสามสีก็ได้ สำหรับตาบอดสีแดงจะเรียกว่า protanopia, ตาบอดสีเขียวเรียกว่า deuteranopia, ตาบอดสีน้ำเงินเรียกว่า tritanopia  คนที่ตาบอดสีน้ำเงินจะไม่สามารถแยกระหว่างมีน้ำเงินกับสีเหลืองได้ คนที่ตาบอดสี ตาบอดสีใด คือ การขาดเซลล์ที่รับแสงสีนั้น หรือเซลล์ที่รับสีทำงานบกพร่องนั่นเอง ดังนั้นแสงที่ได้รับจะกระตุ้นเฉพาะเซลล์ที่เหลือเท่านั้น อาจเปรียบได้กับการวาดภาพ ก็คือ แทนที่เราจะมีสีสามสีที่ผสมกันให้เป็นสีต่าง ๆ เราก็จะมีเพียงสองสีเท่านั้นที่ใช้ผสมกัน ดังนั้น สีที่เห็นก็จะเป็นสีที่แตกต่างจากคนปกติที่มองเห็น ตัวอย่างเช่น คนที่ตาบอดสีเขียว ก็จะเห็นเฉดสีตั้งแต่สีแดงไปจนถึงสีน้ำเงิน และสีที่เกิดจากการผสมของสองสีนี้คือ ม่วงแดง ม่วง และคราม แสงที่ปกติควรจะเป็นสีเขียว (เพราะไปกระตุ้นเซลล์สีเขียว แต่คนกลุ่มนี้ไม่มีเซลล์สีเขียวเสียแล้ว) แต่จะกระตุ้นเซลล์สีน้ำเงิน และเซลล์สีแดงอย่างละเล็กน้อย โดยกระตุ้นสีแดงมากกว่าสีน้ำเงินเล็กน้อย ทำให้มองเห็นเป็นสีม่วงแดง คนตาบอดสีก็จะมองเห็นวัตถุที่เป็นสีเขียวดูคล้ายกับสีม่วงแดง ทำให้สับสน หรือเรียกผิดได้ เป็นต้น

                    


Link : http://www.tubtimsiam04.com?showpage=view_article&a=1&a_id=26


เข้าชม : 6741
นำเสนอโดย : ครูมนตรี อกอุ่น
มัธยมทับทิมสยาม ๐๔ ในพระอุปถัมภ์
สพท.สุรินทร์ เขต ๓
อยู่ในขั้น : เจ้ายุทธภพ

แชร์ไปที่ Facebook

  หมวดหมู่ ศิลปะ ดนตรีและนาฎศิลป์ ล่าสุด
รายงานผลการใช้เอกสารประกอบการสอน วิชา ศ 14101 เรื่อง การปฏิบัติขลุ่ยเพียงออเบื้องต้น ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอนุบาลตรัง จังหวัดตรัง
โดย : [เข้าชม : 11381 ]
การพัฒนาความรู้และทักษะพื้นฐานทางศิลปะงานปั้น ฐานการเรียนที่ ๗ ตัวอย่างขั้นตอนการปั้น (การปั้นตุ๊กตาดิน ๒)
โดย : [เข้าชม : 27149 ]
Kitaro ดนตรี ท้องฟ้า สายลม แสงแดด
โดย : [เข้าชม : 9340 ]
YANNI จิตแพทย์เพลงฝัน
โดย : [เข้าชม : 10008 ]
ดนตรีบลูส์ (Blues)
โดย : [เข้าชม : 8781 ]
ส่วนที่ขาดหายไป
โดย : [เข้าชม : 7388 ]
การสร้างแสตมป์ด้วย GD Library ของ PHP
โดย : [เข้าชม : 10288 ]
ศิลปะสร้างสรรค์พัฒนาการคิด สู่จินตนาการ
โดย : [เข้าชม : 17005 ]
เรียนดนตรีอย่างไร,,ได้ตามมาตรฐานการเรียนรู้,,สู่การพัฒนาทักษะการคิด
โดย : [เข้าชม : 10965 ]
ฟุตบอลโลก..กับความงามทางศิลปะ
โดย : [เข้าชม : 9364 ]
 10 บทความ Text Random
การสร้างความตระหนักในคุณค่าของตนเอง และผู้อื่น
Love, dating and relationship
Tips for remembering vocabulary
เวลาชีวิต นาฬิกาอวัยวะ (Organ clock )
คำให้การ ของผู้ถูกกล่าวหา
เกรด4ไม่(มี)คุณภาพ ตอนที่ 4
เข้าใจภาษาวัยทีน
คนมีหาง(เสียง)
คำบ่เก่าพระเจ้าสอน
ใช้อย่างไรให้ถูกต้อง
 
     "สหวิชา ดอท คอม" เป็นแหล่งรวมเนื้อหาความรู้ต่าง ๆ บอกเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับเนื้อหา และการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนจากครูทั่วประเทศ นำมาแลกเปลี่ยนในเว็บไซต์แห่งนี้ ซึ่งเนื้อหาทั้งหมดได้ถูกกลั่นกลรองมาจากความรู้ ประสบการณ์ในการทำงานของทีมงานทุกคน...ดังนั้น ทุกเรื่องราว ทุกเนื้อหาสาระจึงเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เขียนและสำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ หากบุคคลใดที่มีความประสงค์จะนำเนื้อหาเรื่องราวใด ๆ ในเว็บไซต์แห่งนี้ไปนำเสนอในรูปแบบใด ๆ จึงควรที่จะอ้างอิงและให้เครดิตกับ "สหวิชา ดอท คอม" เพื่อเป็นการสนับสนุนและเป็นกำลังใจในการทำงานแก่ทีมงานทุกคนที่เพียรค้นคว้าหาความรู้มานำเสนอ ขอขอบคุณผู้ที่ให้ความสนใจทุกท่านที่เล็งเห็นความสำคัญในสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ ...เราขอน้อมรับทุกคำติชมและจะนำไปพัฒนาปรับปรุงในการทำงานให้ดียิ่งขึ้น ขอขอบคุณ Maxsite 1.10 CMS ที่พัฒนาโดยคนไทย ขอขอบคุณทุก ๆ คลิกที่แวะมาเยี่ยมชมเรา "สหวิชา ดอท คอม"

| เกี่ยวกับสหวิชา.คอม | สาระการเรียนรู้ | บทความ | สื่อการเรียนการสอน | แบบฝึกทักษะ | เล่าสู่กันฟัง | คำถามยอดนิยม | Links น่ารู้ | ทีมงานสหวิชา.คอม | ติดต่อเรา |